(VOVworld)- สำหรับภาพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของเวียดนามนั้น ดูจากภาพเดียวนี้ยากจะบอกว่านี่คือการแสดงอะไร เพราะดูจากชุดดูคล้ายๆกับทั้งต่วงและก๋ายเลืองของเวียดนาม ดังนั้นก็ขอแนะนำโดยสังเขปเกี่ยวกับทั้งสองรูปแบบนี้นะคะ
| การแสดงอุปรากรจะเน้นเครื่องแต่งกาย ท่าทางและสีหน้าของตัวละคร โดยมากมักจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือพวกขุนนางกังฉิน กับตงฉิน ฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊เป็นต้น |
-ก่อนอื่นคือต่วงหรืออุปรากรเวียดนามซึ่งถือเป็นหนึ่งในศิลปะที่เก่าแก่และมีเอกลักษณ์ของ วน. เป็นสมบัติที่มีค่าในศิลปการแสดงของวน. ในตอนแรกๆ ศิลปการแสดง อุปรากรเป็นการผสมผสานระหว่าการร้องเพลงพื้นเมืองทางภาคใต้กับดนตรีชาววัง และดนตรีพื้นบ้าน ภายหลังมีการพัฒนาให้สูงขึ้น โดยการนำละครร้อง การขับเสภาและการรำมาประยุกต์เพื่อเพิ่มความไพเราะมากยิ่งขึ้นและได้มีการพัฒนาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในศตวรรษที่ ๑๘ และต้นศตวรรษที่ ๑๙ การแสดงอุปรากรจะเน้นเครื่องแต่งกาย ท่าทางและสีหน้าของตัวละคร โดยมากมักจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือพวกขุนนางกังฉิน กับตงฉิน ฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊เป็นต้น โดยเนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของชีวิต และในด้านมนุษย์วิทยา ความรักชาติบ้านเมือง และการอนุรักษ์เอกลักษณ์ของชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย บทละครอุปรากร เป็นการกล่าวถึงคุณธรรมของคน เป็นการสั่งสอนให้ทุกคนต้องปฏิบัติต่อ ปู่ย่า ตายาย พ่อเม่ ในครอบครัว ศิลปะการแสดงอุปรากรเน้นการสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของเรื่อง ใช้วิธีชวนให้ผู้ชมต้องจินตนาการบรรยากาศของแต่ละฉากละคร ดังนั้นเวทีการแสดงอุปรากรไม่มีการตกแต่งให้หรูหราสวยงาม หากกิริยาท่าทางที่ตัวละครได้แสดงออกเป็นอย่างไรก็จะทำให้คนดูได้อยู่ในบรรยากาศนั้น อย่างเช่นในการแสดงสมัยก่อนเวทีจะเป็นลานกว้างด้านหน้าศาลาประจำหมู่บ้านและมีอุปกรณ์ชุดแต่งกายที่ประกอบการแสดงไม่มากแต่คณะอุปรากรก็สามารถทำให้คนดูเหมือนกำลังอยู่ในพระราชวังที่หรูหรา ในเขตป่าเขาที่ลึกลับ ท่ามกลางทะเลกว้างหรือในสมรภูมิที่มีความดุเดือด เอกลักษณ์อีกอย่างคือการแต่งหน้าในการแสดง โดยส่วนใหญ่ใช้สีขาว ดำ แดงและเทา เพื่อสะท้อนให้เห็นลักษณะนิสัยของบุคคล เช่นหน้าขาวจะเป็นคนดีมีจิตใจโปร่งใส หน้าแดงเป็นคนที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ หน้าดำคือคนไม่ดี ส่วนหน้าสีเทาคือคนที่ชอบประจบประแจเป็นต้น
|
| เนื้อเรื่องของการแสดงละครร้องก๋ายเลืองส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวแบบนวนิยายอิงประวัติศาสตร์หรือปัญหาทางสังคม |






